• แม่มีอะไรจะเล่า

8 วิธี ทำให้เด็กก็ขึ้นเครื่องบินได้ ไม่โวยวายรบกวนใคร

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นขอแนะนำตัวเองก่อนนะคะ ดิฉันเป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง อายุย่างเข้า 35 ปีเต็ม ลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกแบบ Full time ซึ่งเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้คือ ประสบการณ์ที่เป็นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเอง (นินทาลูก นินทาสามี ) มีทั้งความสุข ความสมหวัง ผิดหวังให้ได้ลุ้นในทุกๆ วัน (ทุกเวลา ทุกนาที) อีกทั้ง การเลี้ยงลูกของดิฉันไม่ได้อิงจากหนังสือเล่มไหนที่เรียกได้ว่าเฉพาะเจาะจง แต่ดิฉันเลือกที่จะอ่านหนังสือทุกเล่มเฉพาะเรื่องที่ดิฉันชื่นชอบ (เป็นพิเศษ) แล้วเอามาปรับใช้ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ทั้งหมด ที่เหลือคือ การสังเกตพฤติกรรมลูก แล้วเอาความรู้ เอาความรู้สึก (Sense) มาใช้ เพราะการเลี้ยงลูก ต่อให้ใครมาบอกว่า ลูกเราเป็นยังไง แต่คนเป็นแม่เท่านั้น ที่รู้ดีที่สุดในจักรวาล และการมีจิตแพทย์เด็กที่เก่งๆ ไว้คอยให้คำปรึกษา เวลาที่แม่อย่างเรา "หลังชนฝา" ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ในยุคสมัยนี้ มาเริ่มที่เรื่องแรกกันค่ะ


ขอแทนตัวผู้เขียนว่า อิแม่ นะคะ วันนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ลูกอายุ 7 เดือน เราแม่ลูกได้มีโอกาสนั่งเครื่องบินครั้งแรก (ที่ไปกัน 2 คน) ปกติจะมีคุณพ่อไปด้วย และปกติอีกครั้ง เรายังไม่เคยไปเที่ยวไหนไกลๆ ที่ต้องเดินทางหลายๆ ชั่วโมง และครั้งนี้ อิแม่ต้องไปกับลูก 2 คนเพราะอิแม่ทนความคิดถึงคุณตาของเด็กไม่ไหวนั่นเองค่ะ ตัดภาพมาที่ ก่อนเดินทางหนึ่งเดือน ใช่ค่ะ หนึ่งเดือน การที่จะเดินทางไกลๆ อาจจะด้วยรถ หรือเครื่องบิน โดยที่เรามีเด็กเดินทางด้วยเราต้องวางแผนให้ดีเสียก่อน เผื่อเวลาไว้เยอะๆ เท่าทีจะทำได้ เริ่มแรกเลยคือ

1. การจองตั๋วเครื่องบิน สิ่งที่อิแม่คำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ ความปลอดภัย อิแม่เลือกที่จะ เข้าไปอ่านรีวิวว่าสายการบินแต่ละที่ ให้เด็กนั่งแบบไหน คือถ้านั่งรถเรามีคาร์ซีท แต่ถ้าเป็นเครื่องบิน เด็กที่อายุ ยังไม่ถึง 2 ขวบต้องนั่งกับผู้ปกครอง เท่านั้น ไม่มีที่นั่งเด็ก (กรณี ภายในประเทศ) ฉนั้น แต่ละสายการบิน ให้นั่งตัก แต่การนั่ง จะนั่งแบบไหนให้ปลอดภัยที่สุด อิแม่เลือกจากรีวิว สายการบินสีเหลือง เพราะการนั่ง คือ ให้อิแม่คาดเข็มขัดนิรภัยก่อน และมีสายเข็มขัดนิรภัยอีกอัน เพื่อมารัดกับตัวเด็กกับอิแม่อีกที ซึ่งอิแม่เห็นว่าปลอดภัยที่สุด (ภายในประเทศบางสายการบินไม่มีเข็มขัดนิรภัยให้เด็กเลย นั่งตักและกอดไว้อย่างเดียว )

2. ราคา เราไม่ได้รีบร้อนอันใดในการเดินทาง ฉะนั้น อิแม่เลือกเป็นเดินทางวันธรรมดา ช่วงกลางสัปดาห์ และ กลางเดือน ซึ่งคนไม่เยอะจนเกินไป ราคาตั๋วจะจ่ายของผู้ใหญ่ตามราคาที่สายการบินกำหนด ของเด็ก จ่ายเพิ่ม 300 บาท ไม่มีที่นั่งเพิ่ม เด็กนั่งตักอิแม่ เวลาอาหารว่างบนเครื่องจะมีของเด็กมาให้ด้วย (ถึงจะไม่มีที่นั่งเฉพาะเด็กแต่มีอาหารว่างให้ )

3. เวลาการเดินทาง อิแม่เลือก เวลาเดินทางที่ตรงกับเวลานอนกลางวันของเด็กพอดี หรือใกล้เคียงที่สุด เผื่อดีเลย์ (Delay)

4. การเลือกที่นั่ง ควรเลือกที่ใกล้ห้องน้ำมากที่สุด เข้าออกง่าย เผื่อลูกอาเจียน หรืออุจจาระ จะได้สะดวกไม่รบกวนคนอื่น หรือทว่ารบกวนก็ให้น้อยที่สุด

5. สิ่งที่ต้องเตรียม 5.1 สูติบัตรตัวจริง ใช้ตัวจริงเท่านั้น ทุกสายการบินใช้ตัวจริง ไม่ใช้ตัวถ่ายเอกสาร (กรณีนี้เด็กยังไม่ได้ทำพาสปอร์ต) 5.2 หนังสือที่ชอบ หนังสือนิทาน 5.3 ขนมที่ชอบ 5.4 ของเล่นที่ชอบ (เสียงไม่ดังรบกวนผู้โดยสารท่านอื่น) 5.5 กางเกงผ้าอ้อม (Pampers) 5.6 ทิชชู่เปียก 5.7 ทิชชู่ 5.8 ชุดสำหรับเปลี่ยนหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น กางเกง เสื้อ เสื้อกันหนาว หมวก ถุงเท้า 5.9 สมุด สีเทียนหรือสีไม้ สำหรับเด็ก อิแม่ไม่เอาสีเมจิก เพราะเดี๋ยวเด็กเอาไปเขียนเบาะเค้าบนเครื่องบิน (ถ้าเด็กโตหน่อย 4-5 ขวบขึ้นไปอาจมีสื่อให้ดูยาวๆ เช่น หนังดีๆ สักเรื่อง การ์ตูนสร้างสรรค์ สารคดี ก็ได้ค่ะ ) 5.10 นม น้ำส้ม (เวลาเครื่องขึ้นหรือลง ให้ดูดน้ำ เด็กจะไม่มีอาการหูอื้อ) จัดทุกอย่างให้เป็นระเบียบให้ง่ายต่อการหยิบขึ้นมาใช้สอย และควรมีกระเป๋าใบเดียว อาจเป็นเป้ เพราะสะดวกในการสะพาย หยิบของ และยังเหลืออีก 2 มือไว้อุ้มเด็กอีกด้วย

6. เตรียมใจ อิแม่พยายามพักผ่อนให้เต็มที่ นอนให้พอ ตั้งสติ เตรียมตัวให้พร้อมทุกสถานการณ์

7. พูดคุยกับลูก ว่าเราจะขึ้นเครื่องบินไปหาคุณตา คุณยายนะครับ เราต้องนั่งอยู่บนเครื่องบิน กี่นาที กี่ชั่วโมง พาดูเข็มนาฬกา ว่าเมื่อเข็มสั้นชี้ที่เลขนี้ เราจะถึงบ้าน มีคุณตา คุณยายมารอรับนะครับ

8. พาไปถึงสนามบินก่อนเวลาขึ้นเครื่องบิน อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศ ให้เด็กเกิดการคุ้นชิน พาพูดคุยและดูเครื่องบินที่เตรียมไว้รอบริการผู้โดยสาร ที่สำคัญคือได้เดินเล่น ชมนั่นนี่ ปล่อยพลัง ถึงเวลาขึ้นเครื่อง จะได้นอนหลับตามแผนที่เราวางไว้

เมื่อถึงวันเดินทาง อิแม่จัดเตรียมตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ถึงเวลาขึ้นเครื่องบินแล้ว เด็กสำรวจสิ่งรอบๆ ตัวบนเครื่องบิน อิแม่อ่านหนังสือหน้าที่นั่งโดยสารให้ฟัง หันมาอีกที "หลับ" พอถึงจุดหมาย ตื่นพอดิบพอดี ไม่มีงอแง ไม่มีร้องไห้ โวยวายรบกวนผู้โดยสารท่านอื่น ถือว่าตรงตามแผนการที่อิแม่วางไว้ ช่วงกำลังรอลงจากเครื่อง คุณป้าท่านนึงหันมายิ้มให้ แล้วพูดว่า "ไม่ร้องไห้เลย เหมือนไม่มีเด็กนั่งมาด้วยเลยลูก เงียบมาก เก่งมากเลยค่ะ"

ครอบครัวไหนจะนำไปปรับใช้ อิแม่ก็มิว่ากระไรนะค่ะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า สำหรับวันนี้ ขอบคุณและสวัสดีค่ะ















































200 views

©2019 by penkable. Proudly created with Wix.com