• TunKative

ตำรวจไทยในสหรัฐฯ

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ผม Tunkative มาจาก Tunk ชื่อเล่นของผมเอง + กับ Creative ซึ่งแปลว่าความคิดสร้างสรรค์ครับ ผมเป็นอดีตผู้ช่วยสอน/ผู้ช่วยนักวิจัย ของเฮีย Penkable สมัยที่เฮียยังดำรงตำแหน่งเป็น อาจารย์ สบ.1 อยู่ จะเรียกได้ว่าเป็นศิษย์เอกหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ เพราะเฮีย Penkable ก็มีทีมในสังกัดมากมายเหลือเกิน แต่ถ้าเป็นมะพร้าวผมก็น่าจะห้าวที่สุดอ่ะครับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เมื่อช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา ในด้านการเมืองและการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยผมได้นำเสนอโปรเจ็คด้านการป้องกันอาชญากรรมและการก่อการร้ายครับซึ่งจะกล่าวถึงในบทความถัดๆไป อีกทั้งผมยังได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสงานกิจการตำรวจบางส่วนด้วย เด็ดสุดคือ ได้ขับรถไปยัง FBI ACADEMY แต่ไม่ทราบว่าต้องส่งชื่อไปให้เขาตรวจสอบล่วงหน้าถึงจะเข้าไปถ่ายรูปกับป้ายหน้าโรงเรียนได้ ไปถึงรั้วค่าย USMC ที่โรงเรียน FBI ตั้งอยู่จึงต้องขับรถกลับโรงแรมตามระเบียบ วันนี้ผมจะมาพูด 2 เรื่องด้วยกันครับ คือ ความปลอดภัยสาธารณะในสหรัฐอเมริกาในภาพรวม และ การเปรียบเทียบหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างไทยและสหรัฐฯ




ความปลอดภัยสาธารณะในสหรัฐอเมริกา

1.การจัดการชายแดน เป็นสิ่งสำคัญมากเนื่องจากจะเป็นปราการด่านแรกในด้านความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ เมื่อมาถึงสหรัฐฯ ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น จะมีเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจการอากาศ (Air Marshal) จำนวนสองนาย มายืนตรวจพาสปอร์ต และคัดกรองผู้โดยสารด้วยการถามคำถาม และตรวจสอบแบ็คกราวน์ หรือภูมิหลังของผู้โดยสาร เพื่อนผมที่มาจากมินดาเนา ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงของฟิลิปปินส์ โดนถามคำถามเกี่ยวกับภูมิลำเนาและจุดประสงค์ของการเดินทางโดยละเอียด เพื่อคัดกรองผู้โดยสารเบื้องต้น ในขณะที่ผมเดินตัวปลิวมาเลยครับ

ด่านต่อไป เมื่อผ่านเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาได้ ก็จะเจอกับด่านของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ที่จะตรวจรายละเอียดของพาสปอร์ต วีซ่า และเอกสารต่างๆ เช่น แบบฟอร์ม. DS21 เป็นต้น เพื่อประทับตราให้ผู้โดยสารเข้าประเทศ

ด่านที่สาม ของการคัดกรองผู้โดยสารเข้าประเทศ คือการสกรีนสัมภาระที่ผู้โดยสารนำพา ด้วยสายตาและการถามคำถาม หากมีสัมภาระหรือสิ่งของที่ไม่สอดคล้องกับคาแร็คเตอร์หรือระยะเวลาการเดินทางของผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่ตำรวจจะถามและประเมินด้วยสายตา

ด่านสุดท้าย คือ การตรวจสแกนสัมภาระติดตัว ร่างกาย และการถามคำถามอีกครั้ง ด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยงาน TSA (เป็นหน่วยงานด้านความปลอดภัยในการเดินทางของประเทศสหรัฐอเมริกา Transportation Security Administration) ก่อนที่จะเข้าประเทศ ซึ่ง TSA นั้นเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบความปลอดภัยในการเดินทางทั่วประเทศ

ในความคิดของผม แม้ว่าจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและอาจทำให้ผู้โดยสารรู้สึกไม่สะดวกสบาย แต่จุดประสงค์ก็เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับคนในประเทศ และเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศนั่นเอง


2.ความปลอดภัยสาธารณะภายในประเทศ ของสหรัฐอเมริกา มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายหน่วยที่ทำงานร่วมกัน ทั้งสถานีตำรวจพื้นที่ ตำรวจเคาท์ตี้ ตำรวจรัฐ ATF FBI หรือหน่วยงานที่ผมไม่รู้แม้กระทั่งตัวย่อสามตัว ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายแตกต่างกันออกไป เฉพาะด้านนั้นๆ สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกหน่วยเป็นมืออาชีพ และมียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ในความเห็นของผมตำรวจของเรามีศักยภาพและความสามารถไม่ต่างจากที่นี่เลย เพียงแต่สิ่งที่ต่างกันคือ งบประมาณในการฝึก สร้างความเป็นมืออาชีพ และยุทโธปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆที่เราด้อยกว่า ที่น่าสนใจคือ ในมหาวิทยาลัย จะมีหน่วยงานความปลอดภัยสาธารณะประจำมหาวิทยาลัย ที่คอยดูแลความเรียบร้อย ความปลอดภัย ทั้งหมดของมหาวิทยาลัย และในบางมหาวิทยาลัย จะมีตำรวจมหาวิทยาลัยของตำรวจ (Campus Police) ทำหน้าที่เหมือนตำรวจทุกประการ แต่จำกัดพื้นที่แค่ในมหาวิทยาลัย ในส่วนของการรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล ภายในอาคารหรือสถานประกอบการต่างๆ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสามารถพกพาอาวุธปืนได้ ในอนาคต ผมคาดหวังว่าประเทศไทยจะพัฒนาการรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคลไปในทิศทางนี้ ซึ่งมีความจำเป็น ที่จะต้องบัญญัติกฎหมายขึ้นมาใหม่ หรือเพิ่มเติมข้อกำหนดใน พรบ.รักษาความปลอดภัยเดิม


3. เครือข่ายการสื่อสารของชุมชน ผมหมายถึง ผู้คนที่ประกอบอาชีพต่างๆ เช่น คนขับรถโรงเรียน รถมหาวิทยาลัย หรือช่างซ่อมถนน ทุกคนจะมีวิทยุสื่อสาร ที่ส่งข้อมูลไปยัง ศูนย์ประสานงานของตนเอง หากมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ หรือปัญหาต่างๆ ศูนย์ประสานงาน จะสามารถส่งข้อมูลไปยังตำรวจได้ทันที ซึ่งผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะ วิทยุ 1 เครื่องของพลเมือง หมายถึงข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นที่จะส่งมายังตำรวจ และข้อมูลสำคัญมากๆต่อการตอบสนองเหตุการณ์ต่างๆ




เรื่องที่ 2 เปรียบเทียบหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไทย สหรัฐอเมริกา


1.ตำรวจและหน่วยงานลักษณะใกล้เคียง

ใน US นั้น ตำรวจจะแบ่งออกเป็น 5 ระดับครับ คือ

1.1 ระดับอาคารหรือระดับพื้นที่ (private police) เช่น ตำรวจรัฐสภา ตำรวจมหาวิทยาลัย ตำรวจเรือข้ามฝาก เป็นต้น ที่จะดูแลแค่พื้นที่ขนาดเล็กหรือเฉพาะเจาะจง มีอำนาจหน้าที่เหมือนตำรวจทุกประการ เพียงแต่มีเขตรับผิดชอบที่เล็กมากๆครับ

1.2 ระดับเมือง หรือ city police ที่รับผิดชอบในพื้นที่ของเมืองต่างๆ ซึ่งที่เราคุ้นเคยกันในภาพยนตร์ เช่น LAPD NYPD เหล่านี้คือตำรวจในระดับเมืองครับ

1.3 ระดับเคาท์ตี้ (county sheriff) ซึ่งระดับนี้เป็นการรวมเขตการปกครองของเมืองหลายๆเมืองครับ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเขต หรือ จังหวัด ก็แล้วแต่ ในระดับนี้จะให้ sheriff เป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ต่างๆ ที่อยู่นอกเขตความรับผิดชอบ ของ city police ซึ่ง sheriff นั้นจะทำงานร่วมกันกับ city police เนื่องจากมีพื้นที่ที่เกี่ยวเนื่องกัน และโดยมาก หากเป็น major crime หรือเหตุที่คาบเกี่ยวระหว่างเมือง sheriff จะเข้ามารับผิดชอบคดีครับ

1.4 ระดับรัฐ (state trooper) โดยส่วนมากตำรวจรัฐ จะทำหน้าที่ตรวจตราทางหลวงระหว่างเมือง และจะเข้ามารับผิดชอบคดี ที่คาบเกี่ยวระหว่างเคาท์ตี้ครับ แต่บทบาทจะน้อยกว่า 1.2 และ 1.3

1.5 ระดับประเทศ (Federal Agency) ในระดับประเทศนั้น มีหน่วยงานที่ค่อนข้างหลากหลาย ที่ทำหน้าที่ของตำรวจ ยกตัวอย่างเช่น FBI ที่ระดับผิดชอบคดีอาชญากรรมระดับประเทศ DEA ที่รับผิดชอบงานด้านยาเสพติด ATF ที่ดูแลเรื่องแอลกอฮอล์ บุหรี่และอาวุธปืนทุกชนิด หรือเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดน (US Border patrol)ที่สังกัดกระทรวงต่างประเทศ เป็นต้น


เปรียบเทียบ

ในไทยนั้นตำรวจเราเป็นระบบเดียวคือ ระบบรวมศูนย์ครับ งบประมาณหรืออุปกรณ์ต่างๆจะต้องตั้งเบิกจากส่วนกลาง อาจทำให้ล่าช้าหรือไม่เพียงพอต่อการทำงาน รวมไปถึงระบบแต่งตั้งโยกย้ายที่มาจากส่วนกลางก็อาจทำให้ ผู้มีอำนาจแต่งตั้งไม่ทราบข้อมูลหรือฝีมือของผู้เข้ารับการโยกย้ายจริงๆ ก็อาจเกิดอาการจับคนไม่ถูกงานได้ครับ ในสหรัฐฯ คนที่คุมตำรวจเมืองโดยตรงคือ Mayor หรือผู้ว่าฯ หรือพ่อเมือง ซึ่งจะรู้จักและคุ้นเคยกับตำรวจทุกคน และเนื่องจาก Mayor นั้นมาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องทำทุกทางเพื่อให้ประชาชนเลือกต่อในสมัยถัดไปครับ งานตำรวจจึงได้รับการดูแลเอาใจใส่อยู่ตลอด

รวมไปถึงหน้างานต่างๆ ที่ถูกแยกออกไปเป็นอิสระ เช่น งานยาเสพติด งานด้านอาวุธ การตรวจชายแดน ที่แยกออกไปสังกัดกับกระทรวง กรม อื่นๆ งบประมาณที่หลั่งไหลเข้ามาก็มากตามไปด้วยครับ



2.หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ

เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่หลากหลายแตกแตกต่างกันไป แต่หน่วยงานที่มีความน่าสนใจมีดังต่อไปนี้ครับ

2.1 TSA เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการตรวจสอบการเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศ แตกต่างจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนะครับ กล่าวคือ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจะตรวจสอบเฉพาะบุคคลที่จะเดินทางเข้ามาในแผ่นดินสหรัฐฯ แต่ TSA นั้นจะทำหน้าที่ตรวจสอบการเดินทางของผู้โดยสารทุกคน รวมไปถึงการตรวจค้นร่างกาย สารเสพติด สิ่งของผิดกฎหมายที่ผู้โดยสารนำติดตัวมาในระหว่างเดินทางด้วย

2.2 Air Mashal เป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยเที่ยวบิน โดยในบางครั้งจะ under cover นั่งปะปนกับผู้โดยสารมาด้วย หรือทำหน้าที่ตรวจสอบหนังสือเดินทางของผู้โดยสารทันทีที่เครื่องบินแตะพื้นแผ่นดินสหรัฐฯ เป็นต้น

2.3 Secret Service เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นเพื่ออารักขาประธานาธิบดี มีทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบครับ ผมได้มีโอกาสเข้าไปยังจุดเยี่ยมชม ทำเนียบขาว ก็จะพบเจอเจ้าหน้าที่ secret service อยู่ประจำการตลอด 24 ชม.


เปรียบเทียบ

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆนอกจากตำรวจในเมืองไทยนั้นมีหลากหลายเช่นเดียวกันครับ ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานตัวย่อ 3 ตัว อย่าง DSI ปปส. ปปง. หรืออื่นๆ เช่น เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ศุลกากร สรรพสามิต ที่ผมไม่ทราบตัวย่อก็ตาม ความแตกต่างผมเองก็คงไม่สามารถเปรียบเทียบได้ครับ เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ในหน่วยงานข้างต้น ขออนุญาตข้ามส่วนนี้ไปครับ หากแต่สิ่งที่ผมอยากจะเอ่ยถึงความประทับใจหล่ะก็ คงเป็นความเป็นมืออาชีพของพวกเขาครับ ที่ไม่ว่าจะปฏิบัติงานด้านใด เขาจะสวมเครื่องแบบ high level ตลอด ต่างจากบ้านเราที่เครื่องไม้เครื่องมือค่อนข้างขาดแคลนและยังคงเคอะเขินกับวัฒนธรรมความเป็นมืออาชีพอยู่ สังเกตได้จาก สายตรวจรุ่นใหม่ๆ หากใส่เสื้อเกราะกันกระสุนไปเข้าแถวก็จะโดนบรรดาพี่ๆรุ่นเก๋าๆ แซวกันไปตามๆกัน


นี่ก็เป็นบทความแรกของผมเจิมเว็บของ เฮีย Penkable นะครับ อาจจะไม่เร้าใจเท่าไหร่ ก็ค่อยๆไต่ระดับไปนะครับ ส่วนผู้อ่านท่านใดที่อยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็อีเมลล์มาหาผมได้ที่ guardian7protect24@gmail.com ครับ


ประเทศเรายังมีผู้กล้าและผู้มีความฝันอีกมาก อย่าเพิ่งหมดหวังกันไปก่อนนะครับ ประเทศชาติรอคนรุ่นใหม่ๆเข้ามาช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองอยู่ สู้ไปด้วยกันครับทุกท่าน


ความหวังที่ประกอบไปด้วยแผนและวิธีแก้ปัญหา คือ อนาคตที่คาดเดาได้

Hope with plan and solutions is a predicable future.

4,939 views

©2019 by penkable. Proudly created with Wix.com