• TunKative

การจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5

จริงๆปัญหาเรื่องฝุ่นก็เป็นปัญหาคารังคาซังมานานตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนผมคนนึงต้องไปนอนให้น้ำเกลือในโรงพยาบาลเพราะเป็นภูมิแพ้จากฝุ่น ผมคิดว่าคงต้องแสดงความคิดเห็นอะไรบ้างแม้จะไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ตาม เลยนั่งหาข้อมูลและเขียนสรุปประเด็นต่างๆออกมา ก็หวังว่าเพื่อนมิตรผู้อ่านคอลัมน์ของผมที่ทำงานใกล้ชิดรัฐบาลและรัฐสภา จะใช้ประโยชน์จากโพสต์นี้ได้ ไม่มากก็น้อยครับ


ฝุ่น pm2.5 หลักๆ เกิดจากสาเหตุ 3 ประการคือ 1.การเผาพื้นที่ทางการเกษตร 2.การคมนาคม การเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง 3.ฝุ่นจากการก่อสร้าง


มาตรการด้านการเกษตร 1.การบังคับใช้กฎหมายและลงโทษอย่างจริงจังกับคนที่เผาพื้นที่ทางการเกษตร (มาตรา 220 ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้เป็นของตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท) โดยอาจมีการทำระบบรางวัลนำจับเช่นเดียวกับที่ กทม.ทำระบบสินบนรางวัลนำจับกับผู้ที่จอดรถบนทางเท้า ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วในระดับนึง

2.การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ไม่ผ่านการเผาหรือการทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น ข้าวที่ใช้วิธีการไถกลบ หรือ อ้อยที่ใช้วิธีการตัดสด ไม่ผ่านการเผาตัด เป็นต้น และให้โทษทางภาษีกับหรือการเพิ่มภาระให้กับโรงงาน ตัวกลางรับซื้อหรือเกษตรกรที่ใช้วิธีการเก็บเกี่ยวที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งวิธีการนี้จะตัดวงจร Supply/Demand ของสินค้าเกษตรที่เก็บเกี่ยวมาด้วยวิธีการทำลายสิ่งแวดล้อมไปเอง โดยปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปในระดับที่สามารถระบุที่มาของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรได้แล้ว การเพิ่ม/ลด ภาระทางภาษี ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ

3.รัฐจะต้องลงมาเป็นพี่เลี้ยงให้ ผู้ประกอบการและเกษตรกรในการทำการเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดตั้งสหกรณ์เพื่อการร่วมกลุ่มกันซื้อ/ใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยวหรือการรวมกลุ่มกันเพื่อรวมกลุ่มไถกลบนาข้าว เพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการเผา ซึ่งวิธีการแบบนี้เรียกว่า 4P หรือ Public Private People Partnership ครับ


มาตรการด้านการคมนาคม 1.สนับสนุน/ส่งเสริม การใช้การขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า ขยายเวลาการเปิดบริการ ให้เปิดเช้าขึ้นและปิดดึกขึ้น และดึงงบประมาณจากส่วนอื่น มาอุดหนุนค่าใช้บริการของ BTS MRT และขนส่งสาธารณะ​ส่วนอื่นๆ หรือออกกฎเกณฑ์การควบคุมค่าโดยสารเพื่อให้คนเข้าถึงการบริการได้มากขึ้น ปรับปรุงคุณภาพของรถบัส และรถตู้ร่วมบริการใช้สะอาด ปลอดภัย และขยายระยะเวลาให้ครอบคุลมผู้ใช้งานในทุกห้วงเวลา ทุกพื้นที่ รวมไปถึงการปลดระวางรถบัสเก่า ที่มีอายุการใช้งานหลายปีที่ปล่อยมลพิษออกมามากครับ

2.ผลักดันให้ใช้พลังงานทางเลือกแบบ B10 B20 มากขึ้น โดยรัฐอาจขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการรถยนต์ในแต่ละค่ายเป็นแม่งานในการรับรองความปลอดภัยในการใช้งานและประชาสัมพันธ์ข้อดีของการใช้น้ำมัน B10 B20 และภาครัฐควรอุดหนุนราคาน้ำมันทางเลือก เพื่อสร้างช่องว่างของราคาน้ำมันให้แตกต่างกับน้ำมันดีเซลปกติให้มีความแตกต่างชัดเจนครับ

3.ส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจัง (และจริงใจ) โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือการอุดหนุนในรูปแบบอื่นแก่ผู้ผลิตและผู้ใช้ รถไฟฟ้า Hybrid / Plug in Hybrid / EV และ E-power (รถไฟฟ้าที่ใช้เครื่องยนต์ในการปั่นไฟรอบต่ำ และใช้มอเตอร์ในการขับเคลื่อนระบบขับเคลื่อน ปัจจุบันมี Nissan เจ้าเดียวที่ถือสิทธิบัตรครับ)

4.การเหลื่อมเวลาทำงานของหน่วยงานราชการหรือโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงกัน หรือการยืดหยุ่นเวลาเข้า-ออกงาน ยกตัวอย่างเช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษที่ เจ้าหน้าที่จะสามารถเลือกเวลาเข้าทำงานได้ 3 เวลา คือ เข้า 07.00 น. 08.00 น. และ 09.00 น. ซึ่งเข้างานเวลาใด ก็ให้ออกตามเวลาทำงานแตกต่างกันออกไป วิธีนี้หากหลายๆหน่วยงานใช้วิธีเหลื่อมเวลาเข้าออก จะกระจายความหนาแน่นของปริมาณยานพาหนะไปในแต่ละช่วงเวลาซึ่งก็ช่วยบรรเทาการติดขัดไปได้ระดับนึงครับ


มาตรการการก่อสร้าง 1.จะต้องมีมาตรการ EIA (Environmental impact assessment หรือ การประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม) อย่างจริงจัง ทั้งจากผู้ก่อสร้างของภาครัฐและเอกชน ไม่ควรได้รับการยกเว้นใดๆ บังคับใช้มาตรการป้องกันฝุ่นระหว่างการก่อสร้าง (การตีสแลนที่หนาพอที่จะป้องกันฝุ่นไม่ให้ออกมานอกพื้นที่ก่อสร้าง หรือ กำแพงสังกะสี Hoarding เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของฝุ่นละออง โดยเฉพาะการก่อสร้างรถไฟฟ้าเส้นต่างๆ ที่ปัจจุบันไม่มีมาตรการป้องกันใดๆเลยครับ)

2. โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แต่ละโครงการจะต้องประเมิน การผลิตการใช้รถยนต์ออกมา (Traffic Generation) เช่น ห้างสรรพสินค้า อเวนิวและคอนโดมิเนียมต่างๆ ก่อนที่จะสร้างโครงการใดๆ ให้สร้าง TIA (traffic impact assessment หรือ การประเมินผลกระทบด้านการจราจร) เพื่อประเมินว่าโครงการแต่ละโครงการจะผลิตการใช้การจราจรเท่าไหร่ และจะปล่อยปริมาณฝุ่น หรือ Co2 มากเท่าไหร่ เพื่อหาแนวทางการป้องกันและประเมิน หรือจ่ายภาษี Co2 เพื่อนำเงินส่วนนี้มาพัฒนาพื้นที่สีเขียวขึ้นมาชดเชยผลการคาดการณ์การสร้างมลพิษหรือ Co2 ในอนาคตครับ

3.ระยะยาว ควรกระจายความเจริญไปยังต่างจังหวัด เริ่มต้นจากการย้ายศูนย์ราชการหรือที่ทำการราชการหน่วยงานต่างๆ ไปยังต่างจังหวัด หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนและมีที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด เพื่อกระจายอัตราการจ้างงานไปยังพื้นที่อื่นๆ จะสามารถลดปริมาณที่อยู่อาศัยและปริมาณการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ครับ การทำกรุงเทพฯให้น่าอยู่ คือการทำจังหวัดอื่นให้น่าอยู่ครับ


ในส่วนของมาตรการด้านภัยพิบัติ ในภาวะที่มีปริมาณฝุ่นมากจนเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคน ก็เห็นควรให้มีการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ และสั่งหยุดเรียนหรือหยุดงานไปก่อน แต่ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือการแก้ไขต้นเหตุของปัญหาครับ



ในภาพคือ สำนักจัดการภาวะฉุกเฉินกลาง (Federal Emergency Management Agency) หรือ ฟีมา (FEMA) ณ Washington D.C. เป็นหน่วยงานรัฐของสหรัฐอเมริกา สำหรับปฏิบัติการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีหน้าที่หลักคือการประสานงานสำหรับแก้ปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาครับ แม้ผมเป็นตำรวจซึ่งไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องแต่ก็มีความสนใจในเรื่องสาธารณภัยเช่นกันครับ


เรื่องบางเรื่องคุณจะไม่รู้สึกว่ามันวิกฤตจนกว่าจะเกิดกับตัวเองหรือคนที่คุณรัก เป็นกำลังใจให้ชาวกรุงเทพฯและเจ้าหน้าที่รัฐทุกท่านครับ




496 views

©2019 by penkable. Proudly created with Wix.com